| ประวัติ |
ชิมิสุ เอสพัลส์มีที่มาในการก่อตั้งที่แตกต่างจากทีมส่วนใหญ่ในยุคเริ่มต้นเจลีก ในแถบชิซูโอกะที่เป็นเหมือนแหล่งกำเนิดฟุตบอลญี่ปุน พวกเขาเป็นทีมเดียวที่ก่อตั้งขึ้น โดยไม่ได้มีสังกัดบริษัท หรือองค์กรใดๆเหมือนทีมอื่น พวกเขาเป็นทีมที่มีรากฐานมาจากชุมชนอย่างแท้จริง และความเป็นตัวของตัวเองนั้นก็ตรงกับวิสัยทัศน์ในอุดมคติของลีกพอดิบพอดี
ทั้งทีมฟุตบอล และ เหล่ากองเชียร์ ล้วนได้รับอิทธิพลจากประเทศบราซิล ทั้งสไตล์การเล่น และบรรยากาศแบบแซมบ้าบนอัฒจันทร์ เอสพัลส์ ใช้เวลาไม่นานก้าวสู่ความเป็นสโมสรระดับอาชีพ และผลงานก็ดีวันดีคืน แถมยังได้แชมป์ นาบิสโก้คัพ ในปี 1996 อีกด้วย
แต่ที่เร้าใจสุดๆต้องยกให้ช่วงระหว่างปี 1999 และ 2002 เมื่อ เอสพัลส์ต้องเจอกับคู่ปรับต่างภูมิภาคอย่าง จูบิโล อิวาตะ และทีมจากแหล่งอุตสาหกรรมทั้ง คาชิมา อันท์เลอร์ส และ โยโกฮามา มารินอส ที่ได้ชื่อว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นในเวลานั้น ปี 1999 เอสพัลส์สร้างประวัติศาสตร์ครอบครองตำแหน่งแชมป์ของสเตจแรกได้สำเร็จ และก็ต้องมาชอกช้ำจากการด้วยจุดโทษในรอบแชมเปี้ยนส์ชิพ และพ่ายแพ้ให้กับ จูบิโล อิวาตะ ไปในที่สุด
หลังจากจบที่ตำแหน่งรองชนะเลิศของเอมเพอเรอร์ส คัพ ในปี 1998 และ 2000 ความพยายามของ เอสพัลส์ประสบความสำเร็จในปีต่อมา พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์เอมเพอเรอร์ส คัพ 2001 ได้สำเร็จ และยังคว้า ซีร็อกซ์ ซูปเปอร์ คัพ มาเป็นถ้วยที่สองได้ในปีเดียวกัน
แม้ในเวลาต่อมาพวกเขาจะไม่ได้สัมผัสถ้วยแชมป์อีกเลยจนปัจจุบัน แต่ก็ยังคงความยิ่งใหญ่ไว้ได้ในฐานะ 4 ทีมระดับท็อปที่ยืนหยัดมาอย่างยาวนานร่วมกัน มารินอส , อันท์เลอร์ส และ แกรมปัส
เอสพัลส์ มีโอกาสเข้าชิงในรายการฟุตบอลถ้วยถึง 4 ครั้งในช่วงที่ผ่านมา อันประกอบด้วย เอมเพอเรอร์ คัพ ปี 2005 และ 2010 รวมไปถึง นาบิสโก้ คัพ ปี 2008 และ 2012 แต่ในทุกครั้งพวกเขาก็ไปไม่ถึงฝัน
แม้จะไม่ได้สัมผัสถ้วยรางวัลใดๆ มาเลยก็ตาม แต่พวกเขายังคงได้รับการสนับสนุนจากแฟนฟุตบอลญี่ปุ่นเป็นอย่างดี แถมสนามของพวกเขายังได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่า สวยงามที่สุดในประเทศ
ทั้งทีมฟุตบอล และ เหล่ากองเชียร์ ล้วนได้รับอิทธิพลจากประเทศบราซิล ทั้งสไตล์การเล่น และบรรยากาศแบบแซมบ้าบนอัฒจันทร์ เอสพัลส์ ใช้เวลาไม่นานก้าวสู่ความเป็นสโมสรระดับอาชีพ และผลงานก็ดีวันดีคืน แถมยังได้แชมป์ นาบิสโก้คัพ ในปี 1996 อีกด้วย
แต่ที่เร้าใจสุดๆต้องยกให้ช่วงระหว่างปี 1999 และ 2002 เมื่อ เอสพัลส์ต้องเจอกับคู่ปรับต่างภูมิภาคอย่าง จูบิโล อิวาตะ และทีมจากแหล่งอุตสาหกรรมทั้ง คาชิมา อันท์เลอร์ส และ โยโกฮามา มารินอส ที่ได้ชื่อว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นในเวลานั้น ปี 1999 เอสพัลส์สร้างประวัติศาสตร์ครอบครองตำแหน่งแชมป์ของสเตจแรกได้สำเร็จ และก็ต้องมาชอกช้ำจากการด้วยจุดโทษในรอบแชมเปี้ยนส์ชิพ และพ่ายแพ้ให้กับ จูบิโล อิวาตะ ไปในที่สุด
หลังจากจบที่ตำแหน่งรองชนะเลิศของเอมเพอเรอร์ส คัพ ในปี 1998 และ 2000 ความพยายามของ เอสพัลส์ประสบความสำเร็จในปีต่อมา พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์เอมเพอเรอร์ส คัพ 2001 ได้สำเร็จ และยังคว้า ซีร็อกซ์ ซูปเปอร์ คัพ มาเป็นถ้วยที่สองได้ในปีเดียวกัน
แม้ในเวลาต่อมาพวกเขาจะไม่ได้สัมผัสถ้วยแชมป์อีกเลยจนปัจจุบัน แต่ก็ยังคงความยิ่งใหญ่ไว้ได้ในฐานะ 4 ทีมระดับท็อปที่ยืนหยัดมาอย่างยาวนานร่วมกัน มารินอส , อันท์เลอร์ส และ แกรมปัส
เอสพัลส์ มีโอกาสเข้าชิงในรายการฟุตบอลถ้วยถึง 4 ครั้งในช่วงที่ผ่านมา อันประกอบด้วย เอมเพอเรอร์ คัพ ปี 2005 และ 2010 รวมไปถึง นาบิสโก้ คัพ ปี 2008 และ 2012 แต่ในทุกครั้งพวกเขาก็ไปไม่ถึงฝัน
แม้จะไม่ได้สัมผัสถ้วยรางวัลใดๆ มาเลยก็ตาม แต่พวกเขายังคงได้รับการสนับสนุนจากแฟนฟุตบอลญี่ปุ่นเป็นอย่างดี แถมสนามของพวกเขายังได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่า สวยงามที่สุดในประเทศ
| ดาราเด่น |
หากจะมีใครสักคนที่ถูกเรียกว่า “มิสเตอร์ เอสพัลส์” คนๆนั้นจะเป็นใครไปเสียไม่ได้นอกจาก เทรุโยชิ อิโต ผู้ที่อยู่รับใช้สโมสรมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1993 จนถึง 2010 และลงเล่นไปทั้งหมดเกือบ 600 นัด เราอาจจะเรียก อิโต ได้ว่าเป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่ดีที่สุดคนนึง และโลกได้รู้จักเขาจากการทำประตูสุดชอค ในโอลิมปิกปี 1996 ที่แอตลันตา เพราะนั้นคือประตูโทนที่ช่วยให้ ญี่ปุ่น ชนะบราซิล 1-0
แฟนคลับที่ติดตาม เอสพัลส์ในช่วงยุคทอง จะต้องจดจำเขาได้เป็นอย่างดีแน่นอน เขาคือ อเลสซานโดร ซานโตส ผู้ที่กลายมาเป็นผู้เล่นต่างชาติคนที่สองที่โอนสัญชาติเข้ามาช่วยทีมชาติญี่ปุ่นในเวทีสากล ซานโตส ย้ายมาญี่ปุ่นด้วยวัย 16 ปี และคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของเจลีกได้ในปี 1999 ซึ่งขณะนั้นก็มีอายุเพียง 22 นอกจากนี้เขายังเคยได้ไปโลดแล่นในฟุตบอลโลกถึง 2 สมัยด้วยกัน
อีกรายที่อยู่กับสโมสรยาวนานกว่าทศวรรษคือ เรียวโซ โมริโอกะ ผู้ที่มั่นคงอยู่กับเอสพัลส์ และลงเล่นในเสื้อสีส้มไปถึง 277 นัด เขาเป็นผู้เล่นคนสำคัญในทีมชาติญี่ปุ่นชุดที่ความแชมป์ เอเชียน คัพ ในปี 2000 และก็ได้เข้าร่วม คอนเฟเดอร์เรชั่น คัพ ปี 2001 และ ฟุตบอลโลก ปี 2002
สำหรับรายที่โดเด่นที่สุดในยุคหลังนี้ เห็นจะเป็น ชินจิ โอคาซากิ ผู้ที่อยู่กับทีมในช่วงปี 2005 ถึง 2010 หลังจากที่ได้เปิดตัวในระดับทีมชาติ ในปี 2008 ในวัย 27 ปี เขาได้รับความสนใจจาก สตุ๊ตการ์ต ทีมดังในลีกเยอรมัน ที่ได้เซ็นสัญญากันในเวลาต่อมา นั่นช่วยพัฒนาศักยภาพของเขาเป็นอย่างมาก ในการกลับมาเล่นฟุตบอลโลกกับทีมชาติญี่ปุ่น ในปี 2010
เฟร็ดดี้ ลุงเบิร์ก อดีตสตาร์ของอาร์เซนอลสัญชาติสวีเดน ก็เป็นอีกหนึ่งคน ที่ได้มาใช้เวลาช่วงสั้นๆราวครึ่งฤดูกาลที่ นิฮงไดระ ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจแขวนสตั๊ดในปี 2012
แฟนคลับที่ติดตาม เอสพัลส์ในช่วงยุคทอง จะต้องจดจำเขาได้เป็นอย่างดีแน่นอน เขาคือ อเลสซานโดร ซานโตส ผู้ที่กลายมาเป็นผู้เล่นต่างชาติคนที่สองที่โอนสัญชาติเข้ามาช่วยทีมชาติญี่ปุ่นในเวทีสากล ซานโตส ย้ายมาญี่ปุ่นด้วยวัย 16 ปี และคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของเจลีกได้ในปี 1999 ซึ่งขณะนั้นก็มีอายุเพียง 22 นอกจากนี้เขายังเคยได้ไปโลดแล่นในฟุตบอลโลกถึง 2 สมัยด้วยกัน
อีกรายที่อยู่กับสโมสรยาวนานกว่าทศวรรษคือ เรียวโซ โมริโอกะ ผู้ที่มั่นคงอยู่กับเอสพัลส์ และลงเล่นในเสื้อสีส้มไปถึง 277 นัด เขาเป็นผู้เล่นคนสำคัญในทีมชาติญี่ปุ่นชุดที่ความแชมป์ เอเชียน คัพ ในปี 2000 และก็ได้เข้าร่วม คอนเฟเดอร์เรชั่น คัพ ปี 2001 และ ฟุตบอลโลก ปี 2002
สำหรับรายที่โดเด่นที่สุดในยุคหลังนี้ เห็นจะเป็น ชินจิ โอคาซากิ ผู้ที่อยู่กับทีมในช่วงปี 2005 ถึง 2010 หลังจากที่ได้เปิดตัวในระดับทีมชาติ ในปี 2008 ในวัย 27 ปี เขาได้รับความสนใจจาก สตุ๊ตการ์ต ทีมดังในลีกเยอรมัน ที่ได้เซ็นสัญญากันในเวลาต่อมา นั่นช่วยพัฒนาศักยภาพของเขาเป็นอย่างมาก ในการกลับมาเล่นฟุตบอลโลกกับทีมชาติญี่ปุ่น ในปี 2010
เฟร็ดดี้ ลุงเบิร์ก อดีตสตาร์ของอาร์เซนอลสัญชาติสวีเดน ก็เป็นอีกหนึ่งคน ที่ได้มาใช้เวลาช่วงสั้นๆราวครึ่งฤดูกาลที่ นิฮงไดระ ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจแขวนสตั๊ดในปี 2012
| สนามเหย้า |
บนยอดเขาที่มองลงมาเห็นทิวทัศน์ของเมือง ชิซูโอกะ นิฮงไดระ สเตเดียม อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสนามที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ สแตนด์อันงดงามและมีเอกลักษณ์ ที่สามารถมองเห็นวิวของเมือง และภูเขาไฟฟูจิได้ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านการเข้าถึง ทำให้สโมสรเกิดแรงบันดาลใจ ในการวางแผนพัฒนาเครือข่ายในด้านขนส่งมวลชน
ชิซุโอกะ เอโคปา สเตเดี้ยม ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมหกรรมฟุตบอลโลกในปี 2002 และถูกใช้เป็นรังเหย้าอีกแห่งหนึ่งของ ชิมิสุ เอสพัลส์ โดยเฉพาะในแมตช์สำคัญ เช่น ชิซูโอกะ ดาร์บี้แมตช์ ที่ต้องพบกับ จูบิโล อิวาตะ
ชิซุโอกะ เอโคปา สเตเดี้ยม ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมหกรรมฟุตบอลโลกในปี 2002 และถูกใช้เป็นรังเหย้าอีกแห่งหนึ่งของ ชิมิสุ เอสพัลส์ โดยเฉพาะในแมตช์สำคัญ เช่น ชิซูโอกะ ดาร์บี้แมตช์ ที่ต้องพบกับ จูบิโล อิวาตะ
| ชุดแข่งและสีเสื้อ |
เช่นเดียวกับ ซานเฟรซเซ ฮิโรชิมา ชิมิสุ เอสพัลส์ตัดสินใจเลือกสีน้ำเงิน แต่ในที่สุดแล้วเพื่อรักษาสมดุลของรูปแบบสีที่จะใช้ในลีก พวกเขาจึงหันมาให้สีส้มแทน และมันก็ดูเหมือนจะกลายเป็นเทรนด์ ที่ทำให้ต่อมาทั้ง อัลบิเร็กซ์ นีงาตะ และ โอมิยะ อาร์ดิจา ก็มีการนำสีส้มมาใช้ในชุดแข่งของพวกเขาเช่นกัน
สายการบินแห่งชาติ เจแปนแอร์ไลน์ เป็นผู้สนับสนุนบนหน้าอกเสื้อของสโมสรในปี 1992 ถึง 2005 และนั้นเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ เอกลักษณ์ที่โดดเด่นในปัจจุบันของชุดแข่ง เอสพัลส์ก็คือแผนที่โลก แม้ดีไซน์ดังกล่าวจะหายไปอยู่ช่วงหนึ่งในปี 2007 แต่ก็ถูกนำกลับมาเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 20 ปีของสโมสรในปี 2012
สายการบินแห่งชาติ เจแปนแอร์ไลน์ เป็นผู้สนับสนุนบนหน้าอกเสื้อของสโมสรในปี 1992 ถึง 2005 และนั้นเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ เอกลักษณ์ที่โดดเด่นในปัจจุบันของชุดแข่ง เอสพัลส์ก็คือแผนที่โลก แม้ดีไซน์ดังกล่าวจะหายไปอยู่ช่วงหนึ่งในปี 2007 แต่ก็ถูกนำกลับมาเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 20 ปีของสโมสรในปี 2012
| มาสคอต |
ออกแบบโดย นักวาดการ์ตูนชาวอเมริกัน กาย กิลคริสต์ ชื่อของมาสคอตก็คือ "พัลจัง" (Pal-chan) มาจากคำในภาษาอังกฤษ ที่จะไปพ้องกับการออกเสียงของคำว่า Pul ในชื่อทีม นอกจากนี้พัลจัง ยังมีพี่น้องอีก 2 ตัวชื่อว่า โคพัลจัง และ พิคารุจัง